Around Town

“กอระ เอ็นเตอร์ไพร์ซ” จับมือเกษตรกรไทยสร้างเครือข่ายคลัสเตอร์แปลงนาข้าวหอมมะลิออร์แกนิก หวังสร้างมูลค่าเพิ่มให้ข้าวไทย พร้อมดึงงานวิจัยต่อยอดผลิตภัณฑ์ ยกมาตรฐานเกษตรกรไทย

1 Mins read

“กอระ เอ็นเตอร์ไพร์ซ” ร่วมเดินหน้าส่งเสริมเกษตรกรพื้นที่ทุ่งกุลาร้องไห้ เพิ่มพื้นที่เพาะปลูกคลัสเตอร์แปลงนาข้าวหอมมะลิออร์แกนิก 100% เพื่อเพิ่มมูลค่าให้กับข้าวหอมมะลิไทย พร้อมใช้งานวิจัยเพื่อพัฒนา แปรรูป และต่อยอดผลิตภัณฑ์ที่ทำจากข้าวไทยออกสู่ตลาดโลก 

นางสาวกรชวัล  สมภักดี  ประธานกรรมการบริหาร บริษัท กอระ เอ็นเตอร์ไพร์ซ จำกัด (มหาชน) ผู้พัฒนา ผลิตและจำหน่ายผลิตภัณฑ์นวัตกรรมการเกษตร โดยเริ่มต้นจากข้าวและพืชเกษตรอื่นๆ  เปิดเผยว่า จุดเริ่มต้นของเรา เกิดจากแรงบันดาลใจและความภาคภูมิใจอาชีพเกษตรกรไทย ในฐานะที่เป็นลูกหลานที่เกิดในพื้นที่ทุ่งกุลาร้องไห้ที่เห็นราคา “ข้าวหอมมะลิทุ่งกุลาร้องไห้” ตกต่ำอย่างต่อเนื่องมากว่า 30 ปี และเกษตรกรไทยยังยากจน ทั้งที่ข้าวหอมมะลิของเรามีความต้องการสูงมากในตลาดโลก  จากแนวคิดดังกล่าว จึงเริ่มทำการศึกษา ค้นคว้า เพื่อต้องการแก้ไขปัญหาความยากจนและความเหลื่อมล้ำในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ(ภาคอีสาน) จึงมีความตั้งใจและมุ่งมั่นที่จะพัฒนาผืนดินทุ่งกุลาร้องไห้แห่งนี้ ด้วยการยกระดับข้าวไทยและพัฒนาคุณภาพชีวิตชาวนาไทย โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อให้ลูกหลานรุ่นต่อไปได้กลับมาประกอบอาชีพในผืนนาของพ่อแม่ และร่วมกันพัฒนาบ้านเกิดให้เป็นฐานการผลิตข้าวหอมมะลิที่ดีที่สุดในโลกและต่อยอดแปรรูปผลิตภัณฑ์จากข้าวที่มีคุณภาพสูงออกสู่ตลาดโลก

K.Kornchawan 2

“บริษัท กอระ เอ็นเตอร์ไพร์ซ จำกัด (มหาชน) มีวิสัยทัศน์ มุ่งมั่นที่จะเป็นผู้นำในการวิจัยและพัฒนานวัตกรรมการผลิต แปรรูป จัดจำหน่าย เพื่อยกระดับผลิตภัณฑ์ที่ทำจากข้าวและสมุนไพรไทย เน้นวิถีการเกษตรที่ยั่งยืน เพื่อสะท้อนถึงแก่นรากฐานวิถีชีวิตเกษตรกร ประเพณี วัฒนธรรมไทยสู่ความเป็นสากล โดยการขับเคลื่อนด้วย 5 พันธกิจหลักสำคัญของบริษัท คือ 1.วิจัยและพัฒนานวัตกรรมผลิตภัณฑ์ที่ทำจากข้าวและสมุนไพรไทย 2.ผลิตข้าวออร์แกนิกและสมุนไพรไทย เพื่อการบริโภคและการจัดจำหน่าย(ต้นน้ำ) 3.แปรรูปข้าวเพื่อให้เป็นผลิตภัณฑ์จากข้าวและสมุนไพรไทย(กลางน้ำ) 4.จำหน่ายสินค้าเพื่อการบริโภคภายในประเทศและส่งออกไปยังตลาดต่างประเทศ(ปลายน้ำ) 5.ส่งเสริมและสร้างเครือข่ายให้กับเกษตรกร 6.ส่งเสริมการสร้างแหล่งเรียนรู้ผ่านกิจกรรมภาคการเกษตรให้กับเด็ก ซึ่งเป็นเยาวชนของชาติ”

จากที่ทราบกันดีว่า “ข้าวหอมมะลิทุ่งกุลาร้องไห้” อ.เกษตรวิสัย จ.ร้อยเอ็ด เป็น 1 ใน 5 แหล่งเพาะปลูกข้าวหอมมะลิที่ดีที่สุดของไทย โดยกรมทรัพย์สินทางปัญญาร่วมกับกรมการข้าว ได้ขอขึ้นทะเบียนสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ ข้าวหอมมะลิทุ่งกุลาร้องไห้ (Khao Hom Mali Thung Kula Rong Hai) กับสหภาพยุโรป(EU) เมื่อวันที่ 18 พฤศจิกายน 2551 และสหภาพยุโรปได้รับขึ้นทะเบียนข้าวหอมมะลิทุ่งกุลาร้องไห้แล้ว โดยมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 4 มีนาคม 2556  บริษัทซึ่งตั้งอยู่ในทุ่งกุลาร้องไห้ จึงได้ร่วมกับเกษตรกรในพื้นที่ในการสร้างเครือข่ายสู่ความเป็น“คลัสเตอร์แปลงนาข้าวหอมมะลิ ออร์แกนิกภาคอีสาน” โดยปัจจุบันเรามีแปลงนาปลูกข้าวหอมมะลิออร์แกนิกในพื้นที่ของกลุ่มรวมกว่า 50,000 ไร่ ครอบคลุมพื้นที่ 5 จังหวัดในภาคอีสาน ได้แก่ ร้อยเอ็ด สุรินทร์ มหาสารคาม ศรีสะเกษ และยโสธร โดยมีส่วนของแปลงนาของบริษัทฯ จำนวน 500 ไร่  ทั้งนี้วางเป้าหมายที่จะขยายคลัสเตอร์แปลงนาให้เพิ่มมากขึ้น คาดใน 5 ปีจะมี คลัสเตอร์แปลงนารวม 200,000 ไร่ทั่วประเทศ  

สำหรับการทำตลาดในประเทศ มีทั้งแบบ B2B และ B2C โดยมีช่องทางการจัดจำหน่าย อาทิ ท็อปส์ มาร์เก็ต, เดอะมอลล์, เซเว่น อีเลฟเว่น, ไปรษณีย์ไทย และซุปเปอร์มาร์เก็ตชั้นนำ ส่วนตลาดต่างประเทศ (โมเดลแบบ B2B) กำลังเตรียมพร้อมในการจำหน่ายผ่านทางบริษัทคู่ค้าไปยังประเทศต่างๆ ทั่วโลก โดยมีตลาดกลุ่มสำคัญ ได้แก่ ตลาดกลุ่มประเทศ IOC  จีน โดยจะเน้นเจาะกลุ่มตลาดพรีเมี่ยมในต่างประเทศ

ด้านกลยุทธ์ผลิตภัณฑ์และบริการ แบ่งออกเป็น 1.ผลิตสินค้านวัตกรรมด้านการเกษตร ระยะแรก(ปี 2561-2562) ผลิตข้าวหอมมะลิทุ่งกุลาร้องไห้ ข้าวไรซ์เบอรี่ ข้าวหอมมะลิแดง และผลิตภัณฑ์จากข้าวแปรรูป ระยะที่สอง(ปี 2563-2565) ผลิตและแปรรูปข้าวทุกสายพันธุ์ในประเทศ นอกจากนี้จะมีการเแปรรูปข้าวเป็นผลิตภัณฑ์ที่หลากหลาย โดยผลิตตามความต้องการของลูกค้าเฉพาะกลุ่ม ทั้งค้าปลีกและค้าส่ง พร้อมต่อยอดด้วยการผลิตสินค้าจากข้าวและสมุนไพร เพื่อตอบสนองกลุ่มลูกค้าหมวดสุขภาพและนวัตกรรมทางการแพทย์ โดยเป็นสินค้าที่ผ่านการรับรองการวิจัยทั้งในประเทศและระดับสากล ซึ่งในอนาคตจะเป็นสินค้าที่สามารถสร้างมูลค่าสูงให้กับทางบริษัท

2.เป็นบริษัทที่ผลิตสินค้าออร์แกนิก โดยแบ่งสินค้าเป็น 2 ระยะ ในระยะแรก(ปี 2561-2562) สินค้าธรรมชาติ และสินค้าอินทรีย์ ส่วนแผนระยะที่สองจะเข้าสู่สินค้าออร์แกนิกตามมาตรฐานสากลทั้งหมดภายใน 5 ปี ซึ่งปัจจุบันบริษัท อยู่ระหว่างการประเมินมาตรฐาน ทั้งนี้เมื่อสำเร็จตามแผนจะทำให้สามารถสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้าได้อีกอย่างน้อย 30% สำหรับตลาดในประเทศ และเพิ่มขึ้น 50-100% ในตลาดต่างประเทศ 3.มุ่งลดการสูญเสียจากกระบวนการผลิต(Zero West) โดยในส่วนของข้าวเต็มเม็ดนำไปสร้างมูลค่าเป็นข้าวพรีเมี่ยม ในส่วนของปลายข้าวและจมูกข้าวที่อุดมไปด้วยสารอาหารระดับสูงนำมาผลิตเป็นสินค้าในกลุ่ม Rice crackers และซีเรียล ทำเป็นผลิภัณฑ์อาหารเช้าเพื่อจำหน่ายได้ทั่วโลก  4.ผลิตภัณฑ์ที่สร้างมูลค่าเพิ่ม ภูมิปัญญาของเกษตรกรไทยสนับสนุนและส่งเสริมการปลูกข้าวอินทรีย์ให้เกษตรกรและรับซื้อในราคาที่สูงกว่าราคาตลาด เพื่อนำไปแปรรูปโดยมุ่งพัฒนาคุณภาพชีวิตเกษตรกรไทย โดยเชื่อมโยงการมีส่วนร่วมของชุมชนและภาครัฐ 5.ผลิตสินค้า 2 ระดับ เพื่อรองรับกลุ่มลูกค้าระดับบน เน้นด้านสุขภาพ และระดับกลางเพื่อสร้างธุรกิจอาหารในตลาดค้าปลีกในประเทศ 6.การเตรียมเป็นบริษัทรับจ้างผลิต (OEM)

“ทั้งนี้การกำหนดกลยุทธ์ด้านผลิตภัณฑ์ของบริษัท เพื่อตอบโจทย์และสอดคล้องกับเทรนด์การดูแลสุขภาพของผู้บริโภคในยุคปัจจุบัน ด้วยการเพิ่มมูลค่าให้กับ “ข้าวไทย” โดยการนำผลงานวิจัยมาช่วยในเรื่องภาคการเกษตร เพื่อยกระดับมาตรฐานให้กับเกษตรกรไทย ให้สามารถลงมือทำได้อย่างเป็นรูปธรรม ซึ่งแนวทางที่ทางบริษัทได้ดำเนินการพร้อมแผนรองรับใน 5 ปี เชื่อมั่นว่าเราจะสามารถพัฒนาและยกระดับคุณภาพชีวิตของเกษตรกรไทยได้อย่างยั่งยืน” นางสาวกรชวัล กล่าวสรุป